ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยรถยนต์ ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้

ชลิต บวรเนาวรักษ์

โดย ชลิต บวรเนาวรักษ์ | วันที่ 17 พ.ย. 2025

เวลาอ่าน 9 นาที | ผู้เข้าชม 30 ครั้ง

ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยรถยนต์ ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ | มิสเตอร์ คุ้มค่า

เมื่อพูดถึงประกันภัยรถยนต์ หลายคนเข้าใจว่า พ.ร.บ.รถยนต์ หรือประกันภัยภาคบังคับนั้นคือความคุ้มครองที่เพียงพอสำหรับทุกกรณี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยรถยนต์ (Third Party Liability) มีข้อจำกัดที่หลายคนอาจไม่รู้ และอาจทำให้ต้องเผชิญหน้ากับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าที่คิด มิสเตอร์ คุ้มค่า จะมาลงลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ รวมถึงข้อจำกัด และทางเลือกในการคุ้มครองเพิ่มเติม

ความคุ้มครองบุคคลภายนอกตามกฎหมาย คืออะไร?

บุคคลภายนอกตามกฎหมาย คือ บุคคลที่ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือผู้ขับขี่รถยนต์ แต่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันอื่น คนเดินถนน หรือเจ้าของทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุนั้น ๆ พูดง่าย ๆ ว่าการคุ้มครองบุคคลภายนอกคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรงตามกฎหมาย จะช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่คุณเป็นฝ่ายผิดจากการใช้รถ

  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก คืออะไร?

    ความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของบุคคลอื่นจากการขับรถ เช่น รถยนต์คันอื่น เสาไฟฟ้า หรืออุปกรณ์สาธารณะ ซึ่งการคุ้มครองนี้อาจไม่ได้รวมอยู่ใน พ.ร.บ.โดยตรง และจำเป็นต้องมี TPPD หรือประกันภัยรถยนต์ที่ครอบคลุมมากขึ้น

  • บุคคลภายนอกในกรณีการประกันภัยค้ําจุน คืออะไร?

    ในกรณีของการทำประกันภัยค้ำจุน หรือการคุ้มครองระหว่างผู้ขับขี่สองคนที่เกี่ยวข้องในอุบัติเหตุ หากเกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก เช่น พนักงานหรือลูกค้าของบริษัท ผู้ขับขี่ทั้งสองอาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งที่เกิดจากชีวิตและทรัพย์สิน

  • ข้อยกเว้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

    ข้อยกเว้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เป็นเงื่อนไขในกรมธรรม์ที่อาจไม่ครอบคลุมในบางกรณี ดังนี้

    • ความเสียหายที่เกิดจากการขับขี่โดยไม่มีใบขับขี่
    • ความเสียหายที่เกิดจากการขับขี่ภายใต้ฤทธิ์สุราหรือสารเสพติด
    • ความเสียหายที่เกิดจากการขับขี่ในสภาพไม่พร้อม เช่น รถที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพ
  • ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก คุ้มครองอะไรบ้าง?

    1. ความเสียหายต่อชีวิตร่างกายหรืออนามัย: ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บ ค่าเสียหายจากการเสียชีวิต เช่น ค่าชดเชยให้แก่ครอบครัวของผู้สูงอายุ และค่าทดแทนความเสียหายด้านอนามัย เช่น หากผู้ได้รับบาดเจ็บต้องการการดูแลระยะยาว
    2. ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (TPPD): คือความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของบุคคลภายนอก จากการที่คุณขับขี่รถยนต์ไปชนกับสิ่งต่าง ๆ เช่น รถยนต์คันอื่น เสาไฟฟ้า ป้ายโฆษณา หรืออุปกรณ์สาธารณะอื่น ๆ
    3. ความเสียหายที่เกิดจากการขับขี่ผิดกฎหมาย: ในกรณีนี้ประกันภัยรถยนต์อาจมีการยกเว้นการคุ้มครองบางส่วน เช่น การคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากการขับขี่ขณะเมาสุรา หรือการขับขี่โดยไม่มีใบขับขี่
    4. ความเสียหายจากการขับขี่ในสภาพไม่พร้อม: เช่น รถที่ไม่มีการตรวจสภาพ หรือมีการขับขี่ในสภาพไม่เหมาะสม พฤติกรรมเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ยางรถยนต์เสื่อมสภาพ หรือระบบเบรกไม่ทำงาน เป็นต้น
    5. ค่าเสียหายจากการฟ้องร้องทางกฎหมาย: เช่น ค่าทนาย หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี
    6. ความเสียหายจากการชนในพื้นที่สาธารณะ: เช่น การชนกับขับรถชนเสาไฟฟ้าผ่อนจ่ายได้ไหม หรือป้ายโฆษณา ที่เป็นทรัพย์สินของรัฐหรือสาธารณะ

พร้อมที่จะเปรียบเทียบประกันรถยนต์หรือยัง?

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เราพร้อมให้บริการ

พ.ร.บ.รถยนต์ คุ้มครองขั้นต่ำสุดหรือไม่?

การคุ้มครองตาม พ.ร.บ.รถยนต์ หรือประกันภัยภาคบังคับ เป็นความคุ้มครองขั้นพื้นฐานที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าของรถทุกคนต้องมี แต่หลายคนเข้าใจผิดว่า พ.ร.บ. สามารถคุ้มครองทุกอย่างได้จริง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ. นั้นมี ‘ขอบเขตจำกัด’ ที่มักไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น ความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สิน หรือกรณีที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก

  • พ.ร.บ.คุ้มครองเฉพาะความเสียหายต่อชีวิตร่างกายหรืออนามัยของบุคคลภายนอก
  • ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
  • หากเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น รถหรู รถที่แพงที่สุดในไทย หรือเสาไฟฟ้าล้ม การคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ. อาจไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

นายไพบูลญ์ เปี่ยมเมตตา ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกำกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย คปภ. กล่าวว่า “ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุรายใหญ่บ่อยครั้ง ส่งผลให้จำนวนเงินความคุ้มครองสูงสุดต่อครั้งของธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งกำหนดไว้เพียง 5 ล้านบาท และ 10 ล้านบาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ไม่เพียงพอต่อการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจามจำนวนเงินความคุ้มครองสูงสุดต่อคนที่กำหนดไว้ 500,000 บาท จึงได้มีปรับเพิ่มวงเงินความคุ้มครองสูงสุดต่อครั้งเป็น 20 ล้านบาท โดยไม่มีการปรับเบี้ยประกันภัย” (ที่มา: คปภ.เพิ่มวงเงินคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เป็น 20 ล้านบาท)

ความคุ้มครองประกันสมัครใจกับ พ.ร.บ. ต่างกันยังไง?

ความคุ้มครองประกันสมัครใจกับ พ.ร.บ. ต่างกันยังไง? | มิสเตอร์ คุ้มค่า

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อย คือ ความคุ้มครองประกันสมัครใจกับ พ.ร.บ. ต่างกันยังไง? คำตอบคือทั้งสองประเภทมี ‘วัตถุประสงค์’ ต่างกัน เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น มิสเตอร์ คุ้มค่า ได้รวบรวมรายละเอียดมาให้แล้ว ดังนี้

ประกัน พ.ร.บ. รถยนต์ (ภาคบังคับ)

  • คุ้มครองเฉพาะชีวิตและร่างกายของบุคคลภายนอก
  • ไม่คุ้มครองทรัพย์สินบุคคลภายนอก
  • เป็นประกันที่ต้องมีตามกฎหมายก่อนต่อภาษีรถยนต์ทุกคัน

ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ

  • คุ้มครองทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินบุคคลภายนอก
  • ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมกว่า พ.ร.บ. มาก
  • เงื่อนไขและวงเงินคุ้มครองขึ้นอยู่กับประเภทของประกัน (ชั้น 1, 2+, 3+ ฯลฯ)

ดังนั้น หากคุณชนทรัพย์สินของบุคคลอื่น แล้วมีเพียงประกัน พ.ร.บ. รถยนต์ ก็อาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดเอง เพราะความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในส่วนของทรัพย์สิน ไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองนั่นเอง

ความต่างของ TPPD กับ TPBI คืออะไร?

หลายคนมักสับสนระหว่าง TPPD (Third Party Property Damage) และ TPBI (Third Party Bodily Injury) ซึ่งเป็นการคุ้มครองบุคคลภายนอกในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ และสามารถทำให้เกิดการฟ้องร้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายได้

  • TPPD คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เช่น หากคุณขับรถไปชนรถคันอื่น หรือทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นเสียหาย
  • TPBI คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากการทำร้าย ชีวิตหรือร่างกายของบุคคลภายนอก เช่น หากคุณขับรถไปชนคน และทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

พูดง่าย ๆ ว่าการเลือกซื้อประกันภัยที่มีทั้ง TPPD และ TPBI จะช่วยให้คุณได้รับความคุ้มครองครบถ้วนมากขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน จึงเป็นเหตุผลที่คุณควรเปรียบเทียบประกันรถยนต์ให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

TPPD ที่คุณมี วงเงินพอไหม?

การเลือก TPPD ที่มีวงเงินคุ้มครองเพียงพอนับเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากค่าซ่อมแซมและการฟ้องร้องอาจสูงกว่า 1-2 แสนบาท ที่คุ้มครองในประกันภัยบางประเภท

  • ตรวจสอบวงเงินที่คุณมี ว่าคุ้มครองการเสียหายได้มากพอหรือไม่
  • หากค่าซ่อมแซมหรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นสูงเกินกว่าวงเงินคุ้มครองที่คุณมี คุณอาจต้องจ่ายค่าส่วนต่างเอง
  • พิจารณาเพิ่มวงเงินในประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ เพื่อให้คุณได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากขึ้น

ในการตรวจสอบว่า TPPD ที่คุณมีนั้นวงเงินเพียงพอหรือไม่ สามารถทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้

  1. ตรวจสอบวงเงินที่มีอยู่ในกรมธรรม์

    อันดับแรกคุณต้องตรวจสอบว่ากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ครอบคลุมวงเงินเท่าไหร่ สำหรับหลาย ๆ ประกันภัยมักมีวงเงินที่กำหนดไว้ตั้งแต่ 1 แสนบาทไปจนถึง 1 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับประเภทของประกันที่คุณเลือก

  2. ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น

    หลังจากที่รู้วงเงินของ TPPD แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีอุบัติเหตุจะมีมูลค่าเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น

    • ชนรถหรู: การชนรถหรูที่มีราคาแพง อาจทำให้ค่าซ่อมแซมสูงกว่าหรือความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยรถยนต์ใกล้เคียงกับวงเงินคุ้มครอง
    • ชนเสาไฟฟ้า หรือป้ายโฆษณา: หากเกิดอุบัติเหตุทำให้ต้องซ่อมแซมสิ่งเหล่านี้ อาจมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น เสาไฟฟ้าที่ต้องติดตั้งใหม่ หรือการฟื้นฟูสภาพพื้นที่สาธารณะ
    • ความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง: ถ้าคุณชนกับสิ่งปลูกสร้าง เช่น ผนังบ้านหรือเสา บางกรณีอาจต้องใช้เงินหลายแสนหรือเกินกว่านั้นในการชดเชย
  3. คำนวณค่าเสียหายที่เป็นไปได้

    ลองคำนวณดูว่าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น แล้วเกิดความเสียหายขึ้นจริง ๆ จะต้องจ่ายเงินมากน้อยแค่ไหน เช่น ค่าซ่อมรถยนต์ (คันอื่น) ประมาณ 300,000 บาท หากมี PTTD 100,000 บาท คุณจะต้องจ่ายส่วนต่าง 200,000 บาท

การเลือกประกันภัยที่มีความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยรถยนต์ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่เพียงแค่การคุ้มครองชีวิต ร่างกาย แต่ยังรวมถึงทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ที่อาจได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ การมีประกันภัยที่ครอบคลุมทั้ง TPPD และ TPBI จะช่วยให้คุณได้รับความคุ้มครองที่ครบถ้วน และป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการขับขี่

คำจำกัดความ

Third Party Liability ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก
การประกันภัยค้ําจุน สัญญาประกันภัยที่บริษัทประกันภัยตกลงจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ บุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านผู้เอาประกันภัยก่อน
การขับขี่ในสภาพไม่เหมาะสม การขับขี่ยานพาหนะภายใต้สภาวะที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งรวมถึงการขับขี่ในขณะที่ผู้ขับขี่ร่างกายไม่พร้อม รวมถึงการขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี